ตรวจประเมินโครงสร้าง
การตรวจสอบ และประเมินสภาพอาคารหรือโครงสร้างเก่าตามหลักวิศวกรรม มีขั้นตอนที่เป็นมาตรฐาน
เพื่อความปลอดภัยและการยืดอายุการใช้งาน โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้
1. การตรวจสอบขั้นต้น (Visual Inspection)
เป็นขั้นตอนแรกที่ใช้วิธีการเดินสำรวจด้วยสายตาและเครื่องมือในการสำรวจเบื้องต้น เพื่อประเมินสภาพทั่วไปของอาคารหรือโครงสร้างเก่า
- การสำรวจรอยร้าว (Cracks) จำแนกประเภทของรอยร้าว เช่น รอยร้าวจากอุณหภูมิ (Thermal Cracks) รอยร้าวจากการรับน้ำหนักเกิน (Structural Cracks) หรือรอยร้าวที่เกิดจากการทรุดตัวที่ไม่เท่ากัน (Differential Settlement)
- การตรวจสอบการวิบัติของผิวคอนกรีต ดูว่ามีเนื้อคอนกรีตหลุดล่อน (Spalling) จนเห็นเหล็กเสริมภายในหรือไม่
- การตรวจสอบแนวและดิ่ง (Alignment & Plumb) ตรวจดูว่าเสาหรือคานมีอาการโก่งตัว (Deflection) หรืออาคารมีอาการเอียงหรือไม่
- การประเมินสภาพแวดล้อม ดูความชื้น แหล่งน้ำขัง หรือสารเคมีที่อาจกัดกร่อนโครงสร้าง
2. การตรวจสอบเชิงลึกและการทดสอบแบบไม่ทำลาย
(Non-Destructive Testing - NDT)
ด้วยการใช้เครื่องมือพิเศษในการทดสอบโดยไม่ทำให้โครงสร้างเสียหาย
เพื่อประเมินกำลังของคอนกรีต และตรวจสอบสภาพภายในโครงสร้าง
- Rebound Hammer Test (Schmidt Hammer)
การใช้ค้อนกระแทกเพื่อประเมินค่ากำลังอัดประลัยเบื้องต้นของคอนกรีต (Compressive Strength) - Ferroscan
ใช้สแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อตรวจหาตำแหน่ง ขนาด และระยะหุ้มของเหล็กเสริม (Covering)โดยไม่ต้องเจาะสกัดคอนกรีต - Ultrasonic Pulse Velocity (UPV)
การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงผ่านคอนกรีต เพื่อตรวจสอบความหนาแน่น หาโพรง (Void) หรือรอยร้าวภายในเนื้อคอนกรีต
3. การทดสอบแบบทำลายบางส่วน
(Partially Destructive Testing)
ในกรณีที่ต้องการความแม่นยำสูงเพื่อนำตัวเลขไปคำนวณทางวิศวกรรมอย่างละเอียด
จะต้องมีการเก็บตัวอย่างจากโครงสร้างจริง
- Concrete Core Drilling
การเจาะตัดเก็บตัวอย่างแท่งคอนกรีตจากโครงสร้าง เพื่อนำไปเข้าเครื่องทดสอบแรงกดในห้องปฏิบัติการ (Lab) และหาค่า Compressive Strength ที่แท้จริงของคอนกรีต - Carbonation Test
การทดสอบความเป็นกรด-ด่างของคอนกรีต เพื่อประเมินระดับการสูญเสียความเป็นด่าง และวิเคราะห์ ความเสี่ยงต่อการเกิดสนิมของเหล็กเสริม - Chloride Content Test
การสกัดผงคอนกรีตไปตรวจหาปริมาณสารคลอไรด์ ซึ่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เหล็กเสริมภายในเป็นสนิม และขยายตัวจนดันคอนกรีตแตกออก
4. การวิเคราะห์ทางวิศวกรรมและการประเมินผล
(Engineering Analysis & Assessment)
เมื่อได้ข้อมูลดิบและผล Test ทั้งหมดแล้ว วิศวกรโครงสร้างจะนำข้อมูลมาประเมินภาพรวมของอาคาร
- As-Built Drawing
จัดทำแบบแปลนโครงสร้างจริงในปัจจุบัน กรณีที่อาคารเก่าไม่มีแบบเดิมเหลืออยู่ - Structural Software Modeling
นำค่ากำลังของวัสดุที่วัดได้จริง ไปจำลองในโปรแกรมคำนวณโครงสร้าง เพื่อเช็คว่าอาคารยังสามารถรับน้ำหนัก (Load Carrying Capacity) ได้ตามมาตรฐานปัจจุบันหรือไม่ - สรุปผลและข้อเสนอแนะ (Reporting)
จัดทำรายงานสรุปสถานะของอาคาร โดยจะแบ่งระดับความเสียหายและแนวทางแก้ไข เช่น- ระดับปกติ/ซ่อมบำรุงทั่วไป
ทาสีกันซ่อมรอยร้าวลายงา - ระดับที่ต้องซ่อมแซมโครงสร้าง (Repair)
สกัดคอนกรีต ทาน้ำยากันสนิม แล้วฉาบซ่อมด้วย Non-shrink Grout - ระดับที่ต้องเสริมความแข็งแรง (Retrofitting/Strengthening)
เช่น การพัน Carbon Fiber (CFRP), การขยายขนาดเสา (Section Enlargement) หรือการเสริมโครงเหล็ก (Steel Jacketing)
- ระดับปกติ/ซ่อมบำรุงทั่วไป



